เข้าใจ Spread ในการเทรดความต่างเล็กๆ ที่มีผลต่อกำไรใหญ่

Spread คือ

ในปัจจุบันการเทรดซื้อ-ขายต่างๆ มีองค์ประกอบมากมายที่ทุกๆ ท่านต้องมีความรู้ ความเข้าใจเพื่อก่อให้เกิดการเทรดอย่างถูกต้องและไม่ประสบปัญหาในภายหลัง ซึ่งเรื่องของ Spread ในการเทรดนั้นมีเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยที่ต้องทำความเข้าใจอยู่พอสมควรเลยหล่ะครับ บทความนี้จะพาทุกๆ ท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “Spread คืออะไร?” พร้อมๆ กับความรู้เพิ่มเติม

ค่า Spread คืออะไร?

Spread(สเปรด) คือ ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid Price) และราคาเสนอขาย (Ask Price) ของสินทรัพย์ทางการเงินนั้นๆ เป็นหนึ่งในต้นทุนหลักที่คุณต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์หรือผู้ให้บริการตลาด เพื่อให้คุณสามารถทำการซื้อขายได้ และเป็นสิ่งที่มีผลกระทบอย่างมากต่อกำไรของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเทรดระยะสั้น

ทำความเข้าใจ Bid Price และ Ask Price

หลังจากที่เราเข้าใจเกี่ยวกับ spread คืออะไรกันแล้ว เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Bid Price และ Ask Price เพิ่มเติมกันครับ

  • ราคาเสนอซื้อ (Bid Price): คือราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายสำหรับสินทรัพย์นั้นๆ หรือพูดง่ายๆ คือ ราคาที่คุณจะสามารถ “ขาย” สินทรัพย์ได้
  • ราคาเสนอขาย (Ask Price): คือราคาต่ำสุดที่ผู้ขายยินดีรับสำหรับสินทรัพย์นั้นๆ หรือพูดง่ายๆ คือ ราคาที่คุณจะสามารถ “ซื้อ” สินทรัพย์ได้

โดยธรรมชาติแล้ว ราคา Ask จะสูงกว่าราคา Bid เสมอ และส่วนต่างระหว่างสองราคานี้ก็คือ “สเปรด” นั่นเอง

สเปรดมีผลต่อกำไรอย่างไร?

เมื่อได้ทราบว่า ค่า Spread คืออะไร  สิ่งที่เปรียบเสมือน “ค่าธรรมเนียมแฝง” ที่คุณต้องจ่ายในการเข้าและออกจากการเทรด ลองนึกภาพตามตัวอย่างนี้:

สมมติว่าคุณกำลังเทรดคู่สกุลเงิน EUR/USD

  • ราคา Bid: 1.07000
  • ราคา Ask: 1.07010
  • สเปรด: 0.00010 หรือ 1 pip (จุด)
  1. เมื่อคุณเปิดสถานะ Buy (ซื้อ): คุณจะซื้อที่ราคา Ask (1.07010)
  2. เมื่อคุณเปิดสถานะ Sell (ขาย): คุณจะขายที่ราคา Bid (1.07000)

ผลกระทบต่อกำไร

  • จุดคุ้มทุน (Break-even point): ทันทีที่คุณเปิดสถานะซื้อ (เช่น Buy EUR/USD ที่ 1.07010) คุณจะ “ติดลบ” ทันทีเท่ากับค่าสเปรด หากคุณต้องการปิดสถานะโดยไม่ขาดทุน ราคา Bid จะต้องขยับขึ้นไปถึง 1.07010 (เท่ากับราคา Ask ที่คุณซื้อเข้ามา) พูดง่ายๆ คือ ราคาจะต้องเคลื่อนไหวในทิศทางที่คุณต้องการอย่างน้อยเท่ากับขนาดของสเปรด คุณถึงจะเริ่มเห็นกำไร
  • ต้นทุนการเทรด: ยิ่งสเปรดกว้างเท่าไหร่ ต้นทุนการเทรดของคุณก็จะสูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะลดทอนกำไรที่คุณจะได้รับ ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณทำการเทรดบ่อยๆ (เช่น นักเก็งกำไรระยะสั้น หรือ Scalper) ค่าสเปรดเหล่านี้จะสะสมและส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลกำไรโดยรวมของคุณ
  • ความผันผวนของตลาด: ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือมีข่าวสำคัญ สเปรดมักจะกว้างขึ้น ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้นในการเทรด และอาจทำให้การทำกำไรเป็นเรื่องยากขึ้น

ปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของ spread คืออะไรบ้าง?

  • สภาพคล่อง (Liquidity): สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง (มีการซื้อขายจำนวนมาก) มักจะมีสเปรดที่แคบกว่า เพราะมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก ทำให้ราคา Bid และ Ask ใกล้เคียงกัน เช่น คู่สกุลเงินหลัก (Major Currency Pairs) ในตลาด Forex
  • ปริมาณการซื้อขาย (Volume): สินทรัพย์ที่มีปริมาณการซื้อขายสูง มักจะมีสเปรดที่แคบ
  • ความผันผวน (Volatility): ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง สเปรดมักจะกว้างขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนและผู้ให้บริการต้องการลดความเสี่ยง
  • ช่วงเวลาทำการตลาด: สเปรดอาจแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของวัน หรือช่วงเวลาที่ตลาดหลักต่างๆ เปิดทำการ
  • ประเภทของโบรกเกอร์: โบรกเกอร์บางรายเสนอสเปรดคงที่ (Fixed Spread) ในขณะที่บางรายเสนอสเปรดแปรผัน (Variable/Floating Spread) ซึ่งจะปรับเปลี่ยนตามสภาวะตลาด
  • สินทรัพย์ที่เทรด: สินทรัพย์บางประเภท เช่น คู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องต่ำ (Exotic Pairs) หรือหุ้นที่มีการซื้อขายน้อย อาจมีสเปรดที่กว้างกว่า

ประเภทของ Spread ที่พบบ่อย

  • Bid-Ask Spread (หรือ Bid-Offer Spread): คือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและขายที่กล่าวไปแล้วข้างต้น เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุดในการเทรด
  • Fixed Spread (สเปรดคงที่): โบรกเกอร์กำหนดสเปรดตายตัว ไม่ว่าสภาพตลาดจะเป็นอย่างไร เหมาะสำหรับนักเทรดมือใหม่ แต่บางครั้งอาจมี “Requote” (ราคาเปลี่ยน) เกิดขึ้นหากตลาดผันผวนมาก
  • Variable/Floating Spread (สเปรดแปรผัน): สเปรดจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพคล่องและความผันผวนของตลาด มักจะแคบในช่วงที่ตลาดนิ่งและกว้างขึ้นในช่วงที่มีข่าวหรือผันผวนสูง เป็นที่นิยมในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง เช่น Forex

หลังจากที่ท่านผู้อ่านทุกๆ ท่านได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “Spread คืออะไร” พร้อมกับความรู้เกี่ยวกับประเภทของ spread ก็ดีหรือจะเป็นผลกระทบต่อกำไรต่างๆ ที่ค่า Spread ส่งผล เราคิดว่าทุกๆ ท่านน่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กันได้ไม่มากก็น้อยกันครับ สุดท้ายนี้ขอให้เทรดอย่างระมัดระวังกันนะครับ